ข่าวฮอต
ติดตาม

พลิกล็อก! โปรตุเกส 1-1 ดีอาร์ คองโก: โรนัลโด้ปืนฝืด ทัพฝอยทองครองบอลไร้พิษสง เจาะรถบัสไม่เข้า


วันที่ 18 มิถุนายน ตามเวลาประเทศไทย ศึกฟุตบอลโลก 2026 รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม K นัดแรก เกิดการพลิกล็อกครั้งใหญ่ขึ้น เมื่อ "ทัพฝอยทอง" ทีมชาติโปรตุเกส หนึ่งในทีมเต็งแชมป์ที่มีมูลค่าขุมกำลังรวมกันสูงกว่า 1,000 ล้านยูโร ทำได้แค่เสมอกับ ทีมชาติดีอาร์ คองโก (สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก) ที่เพิ่งกลับมาเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายเป็นครั้งแรกในรอบ 52 ปี ไปด้วยสกอร์ 1-1


เกมนี้โปรตุเกสได้ประตูออกนำอย่างรวดเร็วตั้งแต่นาทีที่ 6 จากการโหม่งของ โชเอา เนเวส แต่หลังจากนั้นกลับตกเป็นเหยื่อของการครองบอลที่ไร้ประสิทธิภาพ แดนกลางขาดความสร้างสรรค์และเข้าทำแบบมิติเดียว จนกระทั่งช่วงทดเวลาบาดเจ็บของครึ่งแรก โยอัน วิสซ่า โหม่งตีเสมอให้คองโกสำเร็จ ครึ่งหลัง ชูเอา กันเซโล่ ส่งบอลซุกก้นตาข่ายแต่ถูกริบคืนเนื่องจากเป็นลูกล้ำหน้า ขณะที่กัปตันทีมอย่าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ พลาดโอกาสทองไปหลายครั้งทำให้ไม่มีชื่อบนสกอร์บอร์ด จบเกมโปรตุเกสครองบอลสูงถึง 75% แต่เปลี่ยนเป็นโอกาสยิงได้เพียง 7 ครั้งและเข้ากรอบแค่หนเดียว เผยให้เห็นจุดอ่อนอย่างชัดเจนในการเจาะเกมรับที่เหนียวแน่น


ก่อนเกมการแข่งขัน ศักยภาพบนหน้ากระดาษของทั้งสองทีมถือว่าห่างกันราวฟ้ากับเหว โปรตุเกสอุดมไปด้วยซูเปอร์สตาร์จากลีกใหญ่ของยุโรป นำโดย คริสเตียโน่ โรนัลโด้, บรูโน่ แฟร์นันเดส, แบร์นาร์โด ซิลวา และ ราฟาเอล เลเอา โดยโรนัลโด้ลงสนามเป็นตัวจริงในฟุตบอลโลกหนที่ 6 ของตัวเอง ซึ่งทุกคนต่างคาดการณ์ว่าโปรตุเกสจะเก็บ 3 แต้มได้อย่างสบายๆ ในทางกลับกัน ดีอาร์ คองโก ผู้เล่นส่วนใหญ่ค้าแข้งในลีกรองของยุโรปและขาดดาราดัง โดยเกมนี้พวกเขามาในระบบ 5-4-1 เน้นตั้งรับลึกแบบ "รถบัส" วางแท็กติกอย่างชัดเจนคือยอมสละการครองบอลเพื่อคุมพื้นที่ในแดนตัวเอง และรอจังหวะสวนกลับหรือลูกตั้งเตะ ซึ่งไม่มีใครคาดคิดว่าพวกเขาจะสามารถยันเสมอทีมแกร่งอย่างโปรตุเกสได้


เริ่มเกมมา โปรตุเกสได้ประตูขึ้นนำอย่างรวดเร็วเป็น "ฟลายอิ้งสตาร์ท" ในนาทีที่ 6 วิตินญ่า จ่ายบอลออกข้างให้ เปโดร เนโต้ ครอสบอลอย่างแม่นยำจากฝั่งซ้ายเข้าเขตโทษ และเป็น โชเอา เนเวส กองกลางดาวรุ่งที่สอดขึ้นมาสะบัดศีรษะโหม่งบอลเสียบหน้าต่างเสาไกลอย่างงดงามให้โปรตุเกสออกนำ 1-0 ท่ามกลางเสียงเชียร์ของแฟนบอลที่คิดว่าเกมนี้จะลงเอยด้วยการถล่มประตู


ทว่าหลังจากได้ประตูนำ โปรตุเกสกลับช็อตไปดื้อๆ และตกอยู่ในวังวนของการครองบอลที่ไร้จินตนาการ มิดฟิลด์อย่าง วิตินญ่า, แบร์นาร์โด ซิลวา และ บรูโน่ แฟร์นันเดส มักจะยืนกระจุกกันอยู่ตรงกลาง และเน้นการส่งบอลขวางสนามไปมาเพื่อความปลอดภัย โดยขาดลูกจ่ายทะลุช่องในแนวลึก แม้เปอร์เซ็นต์ครองบอลจะเหนือกว่าอย่างเบ็ดเสร็จ แต่ส่วนใหญ่เป็นการเคาะบอลอยู่นอกพื้นที่ 30 หลาของคู่แข่ง ทำให้ไม่สามารถทลายกำแพงแนวรับ 5 คนของคองโกได้ ระบบการเล่นที่เน้นต่อบอลดูสวยหรูแต่ไร้ความเฉียบคม ขาดการเชื่อมต่อระหว่างแดนกลางกับแดนหน้า และไม่มีการกระชากลากเลื้อยริมเส้นเพื่อดึงแนวรับคู่แข่งให้ออกจากตำแหน่ง


ฝั่งคองโกใช้แท็กติกซ้อนสองซ้อนสามตามประกบ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ตลอดทั้งเกม ส่งผลให้ดาวเตะวัย 41 ปี มีโอกาสสัมผัสบอลเพียง 25 ครั้งตลอด 90 นาที และได้สับไก 3 ครั้งหลุดกรอบทั้งหมด เกมรุกของโปรตุเกสพึ่งพาโรนัลโด้มากเกินไปจนกลายเป็นการโยนบอมบ์เข้าเขตโทษแบบมิติเดียว ซึ่งทางคู่แข่งจับทางได้หมด แม้ริมเส้นจะมีตัวจี๊ดอย่าง เลเอา หรือ เนโต้ แต่ก็ไม่มีพื้นที่เล่นมากนัก โอกาสบุกส่วนใหญ่จึงถูกทำลายไปกับการเคาะบอลไปมาในแดนกลาง


ช่วงท้ายครึ่งแรก ความประมาทและสมาธิที่หลุดลอยของแนวรับโปรตุเกสส่งผลทันตาเห็น เมื่อ ดีอาร์ คองโก ได้ลูกเตะมุมและตามตีเสมอได้สำเร็จ จากจังหวะที่ อาร์ตูร์ มาซูอากู เปิดบอลโค้งอย่างแม่นยำจากกราบขวา และเป็น โยอัน วิสซ่า ที่ยืนโล่งๆ ขวิดบอลเข้าประตูไปอย่างง่ายดายให้สกอร์กลับมาเท่ากันที่ 1-1 ประตูนี้ไม่เพียงแต่เป็นประตูแรกในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลกของดีอาร์ คองโก เท่านั้น แต่ยังช่วยให้พวกเขาเก็บแต้มแรกในทัวร์นาเมนต์นี้ได้อีกด้วย สถานการณ์ในสนามพลิกผันทันที ประตูนำของโปรตุเกสมลายหายไปในพริบตา


ครึ่งหลัง โรเบร์โต้ มาร์ติเนซ กุนซือโปรตุเกส พยายามแก้เกมด้วยการส่ง ฟรานซิสโก้ คอนไซเซา, ราฟาเอล เลเอา และ กอนซาโล่ รามอส ลงมาเติมเกมรุก แต่ปัญหาหลักเรื่องความฝืดในแดนกลางยังคงอยู่ นาทีที่ 55 ชูเอา กันเซโล่ สอดเข้าเขตโทษก่อนจะกระโดดฟาดพังประตูไปอย่างสุดสวย ทว่าในขณะที่ทีมกำลังฉลองประตูกันอย่างบ้าคลั่ง สัญญาณจาก VAR ก็ริบคืนเนื่องจากเป็นจังหวะล้ำหน้าไปก่อน หลังจากนั้นโปรตุเกสโหมบุกหนักและส่งผู้เล่นแนวรุกลงไปกองในสนาม แต่ก็ยังหาวิธีเจาะแนวรับรถบัสไม่ได้ ทั้งการยิงไกล ครอสจากด้านข้าง หรือลากเลื้อยริมเส้น ก็ไม่สามารถสร้างความอันตรายได้ ในทางกลับกัน คองโกที่เน้นรับลึกอาศัยจังหวะสวนกลับเร็วสวนหมัดกลับมาป่วนแนวรับโปรตุเกสจนต้องออกแรงเหนื่อยอยู่หลายครั้ง


สถิติหลังเกมเป็นอะไรที่น่าประชดประชันอย่างยิ่ง เมื่อโปรตุเกสครองบอลสูงถึง 75% และส่งบอลกันไปถึง 783 ครั้ง แต่กลับมีโอกาสยิงเพียง 7 ครั้งและเข้ากรอบแค่หนเดียว ส่วน ดีอาร์ คองโก ที่ครองบอลแค 25% กลับมีโอกาสยิงถึง 8 ครั้ง เข้ากรอบ 2 ครั้ง และมีค่าประตูที่คาดว่าจะได้ (Expected Goals หรือ xG) สูงกว่าโปรตุเกสเสียด้วยซ้ำ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าการครองบอลที่เหนือกว่าไม่สามารถแปรเปลี่ยนเป็นประตูได้เลย หากแดนกลางไร้ความสร้างสรรค์ เร่งสปีดเกมไม่ได้ และเข้าทำแบบไร้มิติ


ตลอด 90 นาทีในเกมนี้ โรนัลโด้โดนตามประกบติดจนแผลงฤทธิ์ไม่ออก ประตูนำเร็วของเนเวสถูกล้างบาง และลูกยิงของกันเซโล่ก็โดนริบ กองกลางเชิงสูงหลายคนถนัดเพียงแค่การเคาะบอลประคองเกม แต่ขาดการทะลุทะลวงและการจ่ายบอลแนวลึก เมื่อต้องเจอกับเกมรับที่รับต่ำและหนาแน่นจึงหมดไอเดีย ซึ่งนี่กลายเป็นปัญหาคลาสสิกที่ทีมใหญ่สายครองบอลมักจะเจอเมื่อต้องดวลกับทีมที่เน้นรับลึก


สำหรับโปรตุเกส ผลเสมอนัดนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยในการลุ้นเข้ารอบ เพราะในกลุ่มนี้ยังมีคู่แข่งที่แข็งแกร่งรออยู่ การเก็บได้เพียงคะแนนเดียวในนัดแรกทำให้สองนัดที่เหลือจะพลาดไม่ได้อีกแล้ว ทีมต้องรีบปรับปรุงระบบการเล่นของแดนกลาง ลดการส่งบอลออกข้างและคืนหลังแบบไร้ประโยชน์ เพิ่มการเจาะตามช่องและการวางบอลแนวลึก รวมถึงการปรับบทบาทของโรนัลโด้ในสนามเพื่อลดการพึ่งพาลูกครอสแบบเดิมๆ และดึงศักยภาพการทะลุทะลวงริมเส้นกลับมาใช้อย่างเต็มที่


ส่วน ดีอาร์ คองโก พวกเขาได้จารึกประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้วงการฟุตบอลชาติตัวเองด้วยเกมรับที่แข็งแกร่งร่วมแรงร่วมใจและการฉวยโอกาสจากลูกตั้งเตะได้อย่างเด็ดขาด แต้มเดียวในเกมนี้ทำให้พวกเขายังคงมีลุ้นในรอบน็อคเอาท์อย่างเต็มตัว ผลเสมอ 1-1 ในนัดนี้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า สถิติการครองบอลไม่ได้การันตีชัยชนะเสมอไป แต่ประสิทธิภาพในแดนกลาง มิติการเข้าทำ และสมาธิในสนามต่างหากที่เป็นตัวตัดสินเกม หากโปรตุเกสที่มีขุมกำลังสุดหรูยังไม่รีบแก้ไขความฝืดเคืองในแดนกลางและมิติเกมรุกที่ตีบตัน เส้นทางสู่บัลลังก์แชมป์โลกในครั้งนี้คงเต็มไปด้วยขวากหนามอย่างแน่นอน

คอมเมนต์

โพสต์