
กลายเป็นประเด็นร้อนระอุในวงการฟุตบอลสเปนอีกครั้งครับ เมื่อสโมสรบาร์เซโลน่าได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเพื่อตอบโต้คำให้สัมภาษณ์ของ ฟลอเรนติโน่ เปเรซ ประธานสโมสรเรอัล มาดริด ที่เพิ่งจัดงานแถลงข่าวเปิดใจแบบดุเดือดไปเมื่อไม่นานมานี้ โดยทางฝั่งเจ้าบุญทุ่มยืนยันว่าตอนนี้ทีมกฎหมายของสโมสรกำลังตรวจสอบคำพูดและข้อกล่าวหาทั้งหมดของเปเรซอย่างละเอียดถี่ถ้วน เพื่อประเมินสถานการณ์และเตรียมดำเนินมาตรการขั้นเด็ดขาดต่อไป โดยจะมีการประกาศจุดยืนอย่างเป็นทางการอีกครั้งเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม
ต้นตอของเรื่องนี้มาจากการที่ ฟลอเรนติโน่ เปเรซ ได้ออกมาทิ้งระเบิดลูกใหญ่ โดยพาดพิงถึงคดีฉาวอย่าง คดีเนเกรยร่า ซึ่งเป็นคดีที่บาร์เซโลน่าถูกกล่าวหาว่าจ่ายเงินให้กับอดีตรองประธานคณะกรรมการผู้ตัดสิน เปเรซระบุอย่างชัดเจนว่านี่คือคดีทุจริตคอร์รัปชันที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์วงการฟุตบอล และเรื่องที่เหลือเชื่อที่สุดคือผู้ตัดสินในยุคนั้นบางคนยังคงทำหน้าที่อยู่ในลีกจนถึงทุกวันนี้ นอกจากนี้เขายังเปิดเผยด้วยว่า เรอัล มาดริด กำลังรวบรวมเอกสารหลักฐานที่มีความหนากว่า 600 หน้า เพื่อเตรียมยื่นเรื่องให้สหพันธ์ฟุตบอลยุโรป หรือ ยูฟ่า เข้ามาจัดการเรื่องนี้โดยด่วน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในวงการลูกหนัง โดยมีเป้าหมายเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของวงการฟุตบอลโดยรวม ไม่ใช่แค่เพื่อเรอัล มาดริดเท่านั้น
ประธานทีมราชันชุดขาวยังกล่าวเสริมอย่างดุเดือดว่า เขาไม่สามารถจินตนาการได้เลยว่าจะมีหัวหน้าผู้ตัดสินที่คอยแจกจ่ายเงินของบาร์เซโลน่ามาอย่างยาวนานกว่า 20 ปี พร้อมตั้งคำถามว่ามันเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ และทุกคนกำลังรอดูว่ายูฟ่าจะมีบทลงโทษทางอาญาและทางกีฬาอย่างไรบ้าง ไม่เพียงเท่านั้น เปเรซยังตัดพ้อถึงความสำเร็จของทีมตัวเอง โดยบอกว่าตลอดเวลาที่เขาบริหารทีมมา เขาคว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกและแชมป์ลีกได้อย่างละ 7 สมัย แต่จริงๆ แล้วเขาควรจะได้ถึง 14 สมัยด้วยซ้ำ เพราะโดนปล้นแชมป์ไปหมด พร้อมแฉว่าสโมสรได้ทำคลิปวิดีโอรวบรวมจังหวะปัญหาที่ทำให้ทีมต้องเสียคะแนนไปถึง 18 แต้มในฤดูกาลนี้
ในช่วงท้ายของการแถลงข่าว เปเรซยังได้สยบข่าวลือเรื่องปัญหาสุขภาพของตัวเอง โดยยืนยันว่าเขาไม่ได้ป่วยเป็นโรคร้ายแรงตามที่มีข่าวลือออกมา และยังมีไฟในการทำงานอย่างเต็มเปี่ยมพร้อมเดินหน้าชนกับทุกปัญหา โดยบอกว่าธุรกิจของเขายังคงเติบโตขึ้นถึง 65 เปอร์เซ็นต์ในปีที่ผ่านมา และเขาจะไม่ยอมหยุดพักอย่างแน่นอน งานนี้แฟนบอลคงต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดครับว่า มหากาพย์ความขัดแย้งระหว่างสองยักษ์ใหญ่แห่งแดนกระทิงดุอย่าง เรอัล มาดริด และ บาร์เซโลน่า จะจบลงอย่างไร และทางยูฟ่าจะเข้ามามีบทบาทในเรื่องนี้ตามที่เปเรซหวังไว้หรือไม่